บทที่ 4 ความลับในใบเสร็จ 1
บ่ายวันอังคารที่อากาศร้อนอบอ้าวดูเหมือนจะเป็นใจให้หงุดหงิด กะทิกำลังง่วนอยู่กับการแพ็กสินค้าล็อตใหญ่เพื่อเตรียมส่งให้ทันรอบเย็น เสียงเทปกาวดังสลับกับเสียงเพลงจากวิทยุเครื่องเก่าของยายจำปีที่เปิดคลอเบาๆ อยู่ที่แคร่ไม้หน้าบ้าน
ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ จนกระทั่งเสียงเพลงลูกทุ่งหยุดลงกะทันหัน เปลี่ยนเป็นเสียงเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาจนผิดสังเกต
"กะทิ... กะทิเอ๊ย"
หญิงสาวละมือจากกล่องพัสดุ สัญชาตญาณบางอย่างทำให้หัวใจกระตุกวูบ เธอรีบวิ่งออกไปที่แคร่หน้าบ้าน ภาพที่เห็นทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ
ยายจำปีนั่งตัวงอ มือข้างหนึ่งกุมหน้าอกด้านซ้ายแน่น ใบหน้าที่มีริ้วรอยเหี่ยวย่นซีดเผือดจนไร้สีเลือด ริมฝีปากสั่นระริกพยายามจะสูดหายใจเข้าปอดแต่ดูเหมือนอากาศจะไม่พอ
"ยาย! ยายเจ็บหน้าอกเหรอจ๊ะ?"
กะทิถลันเข้าไปประคองร่างหญิงชรา มือที่สัมผัสตัวยายรับรู้ได้ถึงเหงื่อกาฬที่แตกพลั่ก ทั้งที่ลมพัดเย็นสบาย
"แน่น... ยายแน่น... หายใจไม่ออก"
เสียงแหบพร่ายิ่งกระตุ้นความกลัวให้พุ่งถึงขีดสุด กะทิรู้ดีว่านี่คือสัญญาณเตือนของโรคหัวใจที่ยายเป็นอยู่ เธอพยายามตั้งสติ แม้มือไม้จะสั่นจนแทบหยิบกุญแจรถไม่ถูก
"ทนหน่อยนะยาย เดี๋ยวหนูพาไปโรงพยาบาล เดี๋ยวนี้เลย!"
กะทิประคองยายขึ้นรถอีโคคาร์คันเก่ง ขับบึ่งออกจากบ้านด้วยความเร็วที่กฎหมายเกือบจะไม่รองรับ ตลอดทางเธอพร่ำภาวนาขอให้รถไม่ติด ขอให้ยายไม่เป็นอะไรไปมากกว่านี้ มือข้างหนึ่งจับพวงมาลัยแน่นจนข้อนิ้วขาว อีกข้างเอื้อมไปกุมมือยายไว้เพื่อเรียกสติ
โรงพยาบาลเอกชนที่ยายรักษาประจำอยู่ไม่ไกล แต่นาทีนี้ระยะทางเพียงห้ากิโลเมตรกลับยาวนานเหมือนห้าปี
เมื่อรถเลี้ยวเข้าสู่แผนกฉุกเฉิน บุรุษพยาบาลรีบเข็นเปลเข้ามารับ กะทิวิ่งตามรถเข็นไปจนถึงหน้าห้องฉุกเฉิน ก่อนจะถูกพยาบาลกั้นไว้ให้รอข้างนอก
"ญาติรอด้านนอกนะคะ คุณหมอกำลังจะดูแลคุณยายค่ะ"
ประตูบานสวิงปิดลง กะทิยืนเกาะกระจกมองเข้าไปด้วยใจที่ร้อนรุ่ม เธอยกมือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่วมหัว ขออย่าให้ยายเป็นอะไรไป ตอนนี้เธอเหลือยายแค่คนเดียว
ไม่นานนัก ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดตาที่คุ้นตาก็เดินแกมวิ่งเข้ามาในห้องฉุกเฉิน แม้จะมองจากด้านหลัง แต่ไหล่กว้างและท่วงท่าที่มั่นคงแบบนั้น กะทิจำได้แม่นยำ
หมอภิภพ
วินาทีที่เห็นเขา ความหวาดกลัวในใจของกะทิเบาบางลงอย่างน่าประหลาด เหมือนมีเสาหลักให้ยึดเหนี่ยว เธอเห็นเขาสั่งการแพทย์เวรและพยาบาลอย่างคล่องแคล่ว ก้มลงฟังเสียงหัวใจยายจำปี สีหน้าเคร่งขรึมจริงจังแต่นุ่มนวลในทุกสัมผัส
ผ่านไปเกือบชั่วโมง ประตูห้องฉุกเฉินเปิดออก
หมอภิภพเดินออกมา ถอดแมสก์ลงเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาดูผ่อนคลายลงกว่าตอนอยู่ในห้อง
"คุณหมอคะ ยาย..." กะทิรีบปรี่เข้าไปหา เสียงสั่นเครือ
"ปลอดภัยแล้วครับ"
คำตอบสั้นๆ ของเขาเหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ กะทิแทบจะเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นถ้าไม่ได้มือหนาของหมอภิภพช่วยประคองศอกไว้
"ใจเย็นๆ หายใจเข้าลึกๆ ยายปลอดภัยแล้ว แค่อาการกำเริบเพราะอากาศร้อน แล้วก็หัวใจเต้นผิดจังหวะนิดหน่อย ผมฉีดยาให้แล้ว ตอนนี้นอนพักให้น้ำเกลืออยู่ อีกสักพักก็กลับบ้านได้"
"ขอบคุณค่ะ... ขอบคุณจริงๆ ค่ะคุณหมอ" กะทิยกมือไหว้ท่วมหัว น้ำตาไหลพรากด้วยความโล่งใจ
หมอภิภพมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาอ่อนโยน เขาอยากจะยกมือขึ้นลูบหัวปลอบโยนเธอใจจะขาด แต่ด้วยสถานที่และสถานะ เขาทำได้เพียงบีบต้นแขนเธอเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ
"แต่ว่า..." หมอภิภพเว้นจังหวะ สีหน้าดูลังเลเล็กน้อย "ยาตัวเดิมที่ยายกินอยู่ดูเหมือนจะเอาไม่อยู่แล้ว ผมจำเป็นต้องปรับยาตัวใหม่ เป็นยานอกที่ออกฤทธิ์ดีกว่า ผลข้างเคียงน้อยกว่า แต่ราคามันจะสูงกว่าตัวเดิมพอสมควร"
คำว่า ราคาสูง ทำให้กะทิชะงัก
เธอกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก สมองเริ่มคำนวณตัวเลขในบัญชีทันที รอบที่แล้วค่ารักษาก็ปาไปเกือบห้าพัน รอบนี้เป็นยาตัวใหม่ บวกกับค่าห้องฉุกเฉิน...
"ประมาณ... เท่าไหร่คะ?" เธอถามเสียงเบา
"เฉพาะค่ายา น่าจะประมาณแปดพันบาทครับ ยังไม่รวมค่าบริการอื่นๆ"
แปดพัน
ตัวเลขนั้นทำให้กะทิหน้าซีดเผือด เงินเก็บในบัญชีตอนนี้เธอมีอยู่หมื่นนิดๆ แต่ต้องสำรองไว้จ่ายค่าของที่จะมาส่งพรุ่งนี้ ไหนจะค่าผ่อนโทรศัพท์ที่ใกล้ถึงกำหนด
ถ้าจ่ายค่ารักษาไปเกือบหมื่น เธอจะเหลือเงินติดตัวไม่ถึงพันบาท
จะโทรขอพี่สาวเหรอ?
ความคิดนี้ถูกปัดทิ้งทันที พี่สาวเพิ่งโอนเงินมาช่วยเมื่อต้นเดือน แถมพี่เขยก็เพิ่งบ่นเรื่องค่าเทอมลูก เธอไม่อยากสร้างปัญหาให้ครอบครัวพี่สาวแตกแยก
"ค่ะ... ไม่เป็นไรค่ะ เอาตัวที่ดีที่สุดให้ยายเลยค่ะ กะทิไหว"
เธอตอบรับด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะให้ดูเข้มแข็งที่สุด ทั้งที่ในใจกำลังร้องไห้
หมอภิภพมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ฉายแววกังวล เขาอ่านเธอออกทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่าอ่านฟิล์มเอ็กซเรย์ เขารู้ว่าเธอไหว... แต่เป็นการไหวแบบที่ตัวเองต้องกลับไปกินมาม่าประทังชีวิตอีกแน่ๆ
"โอเคครับ งั้นเดี๋ยวรอรับยาแล้วชำระเงินที่ช่องการเงินได้เลย ผมขอตัวไปดูยายต่อก่อน"
หมอภิภพพยักหน้าให้ แล้วเดินกลับเข้าไปในห้องฉุกเฉิน ทิ้งให้กะทิยืนควานหาบัตรเครดิตในกระเป๋าด้วยมือที่สั่นเทา
เวลาผ่านไปจนบ่ายคล้อย ยายจำปีอาการดีขึ้นจนหมออนุญาตให้กลับบ้านได้
กะทิให้ยายรอที่จุดพักผู้ป่วย ส่วนตัวเองเดินถือใบสั่งยาไปที่ช่องการเงิน หัวใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ยิ่งกว่าตอนลุ้นหวย
"คิวที่ 108 คุณยายจำปี เชิญช่อง 3 ค่ะ"
เสียงประกาศเรียกคิวเหมือนเสียงระฆังประหาร กะทิสูดหายใจลึก เดินไปที่เคาน์เตอร์ ยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่การเงิน
"ทั้งหมดเท่าไหร่คะ?" เธอถามพลางเตรียมหยิบบัตรเครดิตออกมา เพราะเงินสดคงไม่พอ
เจ้าหน้าที่การเงินกดคีย์ข้อมูลลงคอมพิวเตอร์ สักพักก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มหวาน
"ค่ารักษาทั้งหมด รวมค่ายาตัวใหม่... หนึ่งพันห้าร้อยบาทถ้วนค่ะ"
"คะ?"
กะทิร้องเสียงหลง คิ้วขมวดมุ่นจนแทบชนกัน
"หนึ่งพัน... ห้าร้อย? เดี๋ยวค่ะพี่ พี่ดูผิดคนหรือเปล่าคะ ยายหนูชื่อจำปี เจริญขวัญนะคะ เมื่อกี้คุณหมอบอกว่ามียานอกตัวใหม่ ราคาแปดพันไม่ใช่เหรอคะ?"
เจ้าหน้าที่ก้มลงดูจออีกครั้ง แล้วพยักหน้ายืนยัน
"ถูกต้องแล้วค่ะคุณกะทิ ยายจำปี เจริญขวัญ มียานอกรายการสามตัว แต่ในระบบแจ้งว่าได้รับสิทธิ์อนุมัติส่วนลดพิเศษจากสวัสดิการผู้บริหารค่ะ"
"สวัสดิการผู้บริหาร?" กะทิทวนคำงงๆ "แต่ยายหนูไม่ได้เป็นญาติผู้บริหารนะคะ"
"ในระบบขึ้นรหัสอนุมัติจากท่าน ผอ. ค่ะ ระบุว่าเป็นเคสผู้ป่วยในโครงการพิเศษเพื่อการศึกษา... อะไรสักอย่างนี่แหละค่ะ พี่ก็ไม่แน่ใจ แต่ยอดสุทธิคือพันห้าค่ะ จะชำระเลยไหมคะ?"
กะทิยืนนิ่งงันไปชั่วขณะ สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว
ผอ.
ท่าน ผอ. โรงพยาบาลนี้...
ชื่อ นายแพทย์ภิภพ อัศวบดินทร์
ภาพใบหน้าหล่อเหลาภายใต้แว่นสายตาของหมอเจ้าของไข้ยายลอยขึ้นมาทันที
โครงการพิเศษอะไรกัน ยายเธอรักษามาเป็นปีไม่เคยได้เข้าโครงการ วันนี้พอเปลี่ยนหมอมาเป็นเขา จู่ๆ ก็ได้ส่วนลดจนแทบเหมือนรักษาฟรี
‘Mr. P อีกแล้วเหรอ?’
"คุณกะทิคะ? ชำระเลยไหมคะ?" เสียงเจ้าหน้าที่เรียกสติ
"อะ... ค่ะ ชำระเลยค่ะ"
กะทิรีบจ่ายเงิน รับใบเสร็จมาถือไว้
สายตาไล่ดูรายการในใบเสร็จ
รายการยา: 8,400 บาท
ส่วนลดพิเศษ (Auth: Dr.Pipop): - 6,900 บาท
ยอดสุทธิ: 1,500 บาท
หลักฐานคาตา
